การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยในคดีรัฐธรรมนูญ
13/08/2022Highlight
- การยื่นคำขอกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยมีกี่ขั้นตอน
- คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวในคดีรัฐธรรมนูญแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2561 มาตรา 71
นายสุภัทร แสงประดับ
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี 7 สำนักคดี 3
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี 7 สำนักคดี 3
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
“การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยในคดีรัฐธรรมนูญ”[1]
[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานทางวิชาการ เรื่อง “กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71” (เรื่องที่ 2) เพื่อขอประเมินแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญชำนาญการพิเศษ ของนายสุภัทร แสงประดับ สำนักงาน
ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย (Temporary Injunction) ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นต้องมีการบัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความของศาลไทยและต่างประเทศ เพื่อต้องการที่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือคู่กรณีในคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์แห่งคดีได้ ทั้งยังเป็นการป้องกันหรือยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทำให้เป็นการยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หากยังคงปล่อยให้มีการกระทำการหรือดำเนินการในเรื่องเหล่านั้นต่อไป จนไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลได้เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้คู่ความหรือคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะคดี อาจกล่าวได้ว่า มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเป็นมาตรการพิเศษที่องค์กรศาลนำมาใช้เพื่อเยียวยาให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความหรือคู่กรณี แต่ทั้งนี้ การที่ศาลจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวหรือไม่นั้นเป็นอำนาจในการใช้ดุลพินิจของศาล (Discretionary Power of Court) ที่จะกำหนดให้หรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ในกรณีคดีรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้โดยเฉพาะแล้ว ซึ่งมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวจะมีผลในทันทีเมื่อศาลรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือศาลมีคำสั่งจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย เช่น คดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้ในมาตรา 148 วรรคสอง ว่า “ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนำขึ้นทูลเกล้าฯ มิได้” หรือคดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร
จะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 รัฐธรรมนูญได้กำหนมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้ว่า “ให้ศาลเหล่านั้นรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” อันเป็นมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวที่เป็นไปโดยผลของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ หรือคดีเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้ในมาตรา 82 วรรคสอง ว่า “เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้อง
หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย” อันเป็นมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยที่มีผลเมื่อศาลมีคำสั่งหรือเป็นไปตามที่ระบุในคำสั่งของศาลหรือมีผลเมื่อได้แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นดุลพินิจที่ศาลจะกำหนดหรือไม่ก็ได้ เป็นต้น ทั้งนี้ คดีที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้โดยเฉพาะดังกล่าว เมื่อศาลรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือมีคำสั่ง แล้วแต่กรณี จะยังมีผลไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยซึ่งไม่มีระยะเวลากำหนดในการมีผลของคำสั่งมาตรการหรือวิธีการดังกล่าว แตกต่างจากคดีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ซึ่งมาตรา 71 วรรคสอง ได้กำหนดระยะเวลาของการใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้ ให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น
แต่เดิมกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย คงมีแต่เพียงการกำหนดบททั่วไปไว้ในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “วิธีพิจารณาใดซึ่งข้อกำหนดนี้มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้และไม่ขัดต่อข้อกำหนดนี้” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยตีความเพื่อมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราว ในคดีผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 กรณีผู้ถูกร้องเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ทั้งฉบับ เป็นการทำลายหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18 - 22/2555 โดยในคดีดังกล่าว ระหว่างการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งรัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264[1] ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 6 วรรคสองดังกล่าว[2] จะเห็นได้ว่า การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยในคดีรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างหนึ่ง อันจะทำให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมีผลในทางปฏิบัติเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวไว้ ซึ่งเจตนารมณ์ของการกำหนดวิธีการชั่วคราวนั้นเพื่อต้องการที่จะให้มีการชะลอหรือระงับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นการชั่วคราวหรือคุ้มครองประโยชน์ของคู่กรณีฝ่ายที่ร้องขอในระหว่างการพิจารณาคดี อันจะมีผลเป็นการคุ้มครอง ป้องกัน หรือยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หากยังคงปล่อยให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือคู่กรณีในคดีรัฐธรรมนูญยังคงกระทำการหรือดำเนินการหรือพิจารณาในเรื่องเหล่านั้นต่อไป ซึ่งหากต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำหรือการดำเนินการหรือการพิจารณาของหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะเกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังเป็นการยากแก่การแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจนไม่อาจบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลได้ และอาจเป็นที่กล่าวได้ว่า “ความยุติธรรมของศาลในการที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น มาไม่ทันเวลา” ดังนั้น มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยในคดีรัฐธรรมนูญจึงมีความจำเป็นและสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นอื่นหรือผลของคำวินิจฉัยของศาลในคดี[3]
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
มาตรา 71 วรรคหนึ่ง จึงได้บัญญัติหลักการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ไว้ว่า
“เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หรือเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึงและคำร้องของผู้ร้องมีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้อง เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่กรณีได้ยื่นคำขอให้ศาลมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และประเภทคดีที่กำหนดในข้อกำหนดของศาล” และวรรคสอง บัญญัติว่า
“มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง ให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น”
สำหรับข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง ได้แก่ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 กำหนดอยู่ในหมวด 2 การพิจารณา ส่วนที่ 5 มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ข้อ 37 ถึงข้อ 40 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และประเภทคดีเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย สรุปได้ดังนี้
1. การยื่นคำขอกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย
1.1 คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอมาในคำร้องหรือคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรืออาจยื่นคำขอ
ในเวลาใด ๆ ก่อนศาลวินิจฉัยคดี เพื่อให้ศาลมีมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ทั้งนี้ คำขอดังกล่าวมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ประการ ดังนี้
(1) ผู้ยื่นคำขอจะต้องแสดงให้ศาลเห็นอย่างชัดแจ้งว่า คำร้องของผู้ร้องจะต้องมีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้อง เพื่อขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวที่ขอให้ศาลคุ้มครองนั้น เป็นประโยชน์แก่การบังคับตามคำวินิจฉัย หรือคำร้องของผู้ร้องมี “น้ำหนักคดี (Strength of the case)” หรือมีพยานหลักฐานอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้องหลักได้หรือไม่ เฉกเช่นการขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีแพ่งและคดีปกครอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการนำมาประกอบการพิจารณาใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลมาใช้ในคดีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวไว้โดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า “หลักการคำนึงถึงน้ำหนักคดีในการใช้ดุลพินิจของศาล (Balance of Inconvenience)” อันเป็นหลักการเปรียบเทียบความเสียหายหรือเดือดร้อนที่จะเกิดแก่คู่กรณีแต่ละฝ่ายหากศาลอนุญาตหรือไม่อนุญาต เพื่อที่จะเลือกใช้ดุลพินิจไปในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนน้อยที่สุด หากเปรียบเทียบได้เช่นเดียวกับหลักความจำเป็น (Principle of Necessity) อันเป็นหลักการหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมควรแก่เหตุ (Principle of Proportionality) นั่นเอง คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญนำหลักการดังกล่าวมาใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นคดีเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 หรือคดีเกี่ยวกับการสิ้นสุดลงของความเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
(2) การขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว จะต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์ให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวอย่างใด ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้ (ข้อ 37 วรรคหนึ่งและวรรคสอง) กล่าวคือ
ก. เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยา
ในภายหลัง หรือ
ข. เพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึงอย่างไร
1.2 ในกรณีที่ไม่มีคำขอของคู่กรณี แต่พฤติการณ์แห่งคดีมีความจำเป็นรีบด่วน ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยได้ตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณีได้โดยไม่ต้องไต่สวนและไม่ต้องรับฟังความเห็นของคู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องก่อนก็ได้ (ข้อ 37 วรรคสาม และข้อ 39 วรรคสอง)
กรณีศาลเห็นเองที่จะกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวแม้คู่กรณีไม่ได้ยื่นคำร้องขอ
โดยที่ศาลจะไต่สวนก่อนหรือไม่ก็ได้นั้น เทียบเคียงได้กับกรณีการมีคำสั่งทุเลาการบังคับในคดีปกครองตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 71 วรรคสอง หรือในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ตามรัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ (Bundesverfassungsge richtsgesetz – BverfGG) มาตรา 32 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวในคดีรัฐธรรมนูญทุกประเภทนั้น ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์มีอำนาจในการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้แม้ผู้ร้องจะไม่มีคำขอก็ตาม หากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายอย่างรุนแรง หรือเพื่อเป็นการขัดขวางภยันตรายที่จะเกิดขึ้น หรือจากเหตุผลอันจำเป็นอื่น ๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะตามมาตรา 32 (1) BverfGG แต่ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาก่อนว่า คดีตามคำร้องนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์หรือไม่ เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงต่อคดีข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญที่จะมาร้องยังศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ โดยจะพิจารณาว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องต่อศาลหรือไม่ หรือคดีหลักอยู่ในเงื่อนที่ศาลจะสามารถรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้หรือไม่[4]
อาจกล่าวสรุปได้ว่า จะต้องเป็นคดีที่ศาลรับคำร้องหลักแล้วหรือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้วนั่นเอง
2. กรณีที่ศาลหรือคณะตุลาการมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลหรือคณะตุลาการเห็นว่าคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยใดยื่นโดยไม่มีข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือไม่มีเหตุผลหรือสาระอันควรได้รับการพิจารณา หรือไม่มีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำขอ ให้สั่งไม่รับคำขอดังกล่าว (ข้อ 38)
3. การดำเนินการก่อนมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว
3.1 เมื่อศาลหรือคณะตุลาการมีคำสั่งรับคำขอตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง และส่งสำเนาคำขอให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งทำคำคัดค้านคำขอนั้นแล้ว ให้ศาลนัดไต่สวนคำขอโดยเร็วเพื่อให้คู่กรณีนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลตามข้ออ้างหรือข้อคัดค้านของแต่ละฝ่าย และให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวโดยไม่ชักช้า (ข้อ 39 วรรคหนึ่ง)
3.2 ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินรีบด่วนเป็นกรณีพิเศษและมีเหตุจำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรแก่กรณีได้โดยไม่ต้องไต่สวนและไม่ต้องรับฟังความเห็นของคู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้อง
ก่อนก็ได้ (ข้อ 39 วรรคสอง)
4. คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวในคดีรัฐธรรมนูญแต่ละประเภท
4.1 มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ทั้งกรณีที่มีคำขอของคู่กรณีตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง และไม่มีคำขอของคู่กรณีตามข้อ 37 วรรคสาม ศาลอาจมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นการเฉพาะดังต่อไปนี้ก็ได้ (ข้อ 40 วรรคหนึ่ง)
(1) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) หากกฎหมายมิได้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะอย่างสำคัญ ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเรื่องนั้นไว้ก่อน หรือชะลอการบังคับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่า
ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แล้วแต่กรณี
(2) คดีเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐ หรือคู่กรณี รอการพิจารณาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(3) คดีเกี่ยวกับการร้องขอให้เลิกการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐ หรือคู่กรณี กระทำการหรือระงับการกระทำใด ๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(4) คดีที่ประชาชนหรือชุมชนยื่นคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีไปก่อนหรือรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเรื่องอื่นใดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(5) คดีเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐรอการพิจารณา
หรือการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนั้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(6) คดีที่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ร้องขอว่าการกระทำนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจรัฐกระทำการหรือมิให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวข้องจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(7) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่ามติของคณะรัฐมนตรีหรือการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ศาลอาจมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการหรือการบังคับการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือสั่งการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไปก่อนจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(8) คดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่น ศาลอาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอหรือคู่กรณีในระหว่างการพิจารณาคดี หรือสั่งให้พรรคการเมืองระงับการกระทำใดไว้เป็นการชั่วคราวตามคำขอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียน หรืออัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
4.2 การมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี และต้องเป็นไปเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง หรือเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึง (ข้อ 40 วรรคสอง)
4.3 การมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลให้เป็นที่สุด และให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น แต่กรณีที่มีข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวขึ้นใหม่ ศาลอาจออกคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ โดยจะต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้ การออกคำสั่งแต่ละครั้งให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น (ข้อ 40 วรรคสาม)
[1] มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 253 และมาตรา 254 คู่ความชอบ
ที่จะยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตาม
คำพิพากษา ...”
ที่จะยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตาม
คำพิพากษา ...”
[2] สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (2562). มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71. เอกสารประกอบการสัมมนาโครงการสัมมนาประเด็นรัฐธรรมนูญระหว่างที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญประจำคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2562 ณ เรือนเครือวัลย์ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม, หน้า 1 – 2.
[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า 1 – 2.
[4] สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (2548). การคุ้มครองชั่วคราวและการบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพ ฯ : บริษัท พี เพรส จำกัด, หน้า 40 - 43.
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “การกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยในคดีรัฐธรรมนูญ”
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th






Login with facebook
Login with google